
Review Content
Product Review > Microlab Solo 6C
Review Microlab M700U โดยนิตยสาร The Wave ฉบับเดือน มีนาคม 2011
ปัจจุบันลำโพงมัลติมีเดียประเภทสองแชนแนลนับวันจะหาผู้ผลิตได้ยากขึ้นไปทุกทีทั้งนี้เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อยู่ในวัยเรียนหรือเพิ่งจะทำงายังคงมีความมันกับเสียงที่หนักๆ กระแทกแรงๆ ดังนั้นลำโพงชุดที่จะต้องหาซื้อมาใช้บนโต๊ะทำงาน อย่างน้อยก็ต้องขอเป็น 2.1 แชนแนล โดยมีซับวูฟเฟอร์มาช่วยอัดเสียงเบสอีกแรง อีกปัญหาหนึ่งคือ การผลิตลำโพงประเภทสองแชนแนลถ้าทำได้ไม่ดีจริงๆ มันคงไม่แตกต่างจากลำโพงกระป๋องที่เพียงให้มีเสียงออกมาเท่านั้น
สำหรับทาง Microlab ดูเหมือนจะเอาจริงเอาจังกับลำโพงประเภทนี้ นอกจากได้ดึงเอาPeter Larsen วิศวกรชาวเดนมาร์กผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงที่เคยฝากผลงานและชื่อเสียงกับผู้ผลิตลำโพงชั้นนำอย่าง Vifa, Scan-Speak & Dynaudio มาเป็นที่ปรึกษาของบริษัทแล้ว ยังมีการผลิตลำโพงมัลติมีเดียแบบสเตอริโอสองแชนแนลอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันรวมรุ่นใหญ่น้อยทั้งหมดนับได้ 13 รุ่น รวมถึงรุ่น Solo 6C ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้ด้วย
Microlab Solo 6C รุ่นนี้ถือว่าได้รับการออกแบบค่อนข้างดี ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและขนาดของมันแล้ว หากมองเพียงด้านหน้าอาจหลงเข้าใจผิดว่า เป็นลำโพงเครื่องเสียงบ้าน เพราะตัวตู้มีขนาด 210 x 270 x 361 มม. จึงมีขนาดพอๆ หรือใหญ่กว่าลำโพงวางหิ้งหรือ Bookshelf บางรุ่นที่พวกเราเล่นกัน และตัวตู้ทำด้วยวัสดุ MDF ด้วยลายไม้สีเข้มขอบมนละเอียดด้วยเนื้องานที่พิถีพิถันจนดูเป็นเนื้อไม้จริง ส่วนด้านบนไล่ไปด้านหลังลำโพงเคลือบผิวสีดำด้านกลมกลืนกับหน้ากากปิดลำโพงด้านหน้า ด้านในตู้ลำโพงติดตั้งทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้ว กำลัง 10 วัตต์ วางอยู่ตำแหน่งด้านบน แม้ทางผู้ผลิตจะไม่ได้แจ้งว่าเป็นวัสดุอะไร แต่จากการสังเกตน่าจะเป็นผ้าไหมเคลือบสารแม่เหล็ก ส่วนถัดลงมาจะเป็นเบสไดรเวอร์ขนาด 6.5 นิ้วกำลัง 30 วัตต์ ซึ่งถือว่าตัวใหญ่ไม่น้อยสำหรับลำโพงมัลติมีเดีย
ส่วนท่อเบสนั้น ยิงออกด้านหลัง โดยวางตำแหน่งใกล้เคียงกับตำแหน่งของทวีตเตอร์ ส่วนการเชื่อมต่อลำโพงซ้าย-ขวานั้นจะใช้ไบด์ดิ้งโพสโดยให้สายลำโพงความยาว 1.8 เมตรมาด้วย เป็นสายลำโพงเหมือนกับสายแบรนด์เนมคุณภาพปานกลาง แต่บนสายพิมพ์ยี่ห้อ Microlab ตัวลำโพงหลักก็เหมือนกับลำโพงมัลติมีเดีย ทั่วไปคือ จะมีเพาเวอร์ในด้วย มีช่องอินพุต โดยติดตั้งช่องต่อ RCAมาสองชุด เพื่อให้เราสามารถต่ออุปกรณ์อื่นๆ เช่น เครื่องเล่นซีดีดีวีดี เป็นต้น และด้านหน้าของลำโพงหลักยังเป็นช่องรับสัญญาอินฟราเรดของรีโมตตัวจิ๋ว ที่สามารถปรับระดับเสียง ปรับเสียงแหลม เสียงเบส และมีตัวเลขแอลอีดีเพื่อแสดงถึงระดับความดัง0 - 60 ส่วนเสียงแหลมเสียงเบสปรับได้ระดับ -8 ถึง 8
Test Report
จากองค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้ลำโพงคู่นี้ มีนํ้าหนักรวมเกือบๆ 14 กิโลกรัม และด้วยขนาดเท่ากับลำโพง วางหิ้งแล้ว เมื่อนำมาวางบนโต๊ะทำงานจึงรู้สึกมันแปลกๆ ยังไงไม่รู้ พานทำให้คิดถึงลำโพงมอนิเตอร์ที่ใช้ในห้องออกอากาศหรือห้อง บันทึกเสียงไปโน่นเลย แต่ก่อนที่จะนำลำโพงมาใช้งานนั้น เราต้อง ถอดหน้ากากปิดลำโพงเพื่อนำเอาพลาสติกป้องกันทวีตเตอร์ที่ ทางโรงงานติดตั้งมาออกจากลำโพงทั้งสองข้างก่อน แต่เนื่องจาก ลำโพงคู่ที่นำมาทดสอบแลดูยังใหม่เอี่ยมเหมือนยังไม่เคยแกะออก จากกล่องเลย เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว เลยต้องปล่อยเล่นเพื่อทำการ เบิร์นอินไประยะหนึ่งก่อน เพื่อให้มันได้ยืดเส้นยืดสายหรือปรับ สภาพตัวเองเพื่อรองรับกับความถี่ในระดับต่างๆ จนเข้าที่เข้าทาง ดีเสียก่อน ในช่วงระยะเวลาสามวันของสุดสัปดาห์ จึงฟังไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
ในช่วงที่ยังไม่พ้นระยะการเบิร์นอินนั้น เสียงที่ได้ไม่ได้แตกต่าง จากลำโพงมัลติมีเดียธรรมดาทั่วไป คือเน้นความสดของกลางแหลม และเป็นเสียงแหลมที่ค่อนข้างเสียดคม บาดหูมาก ซึ่งดูยังไงก็ไม่น่า เข้ากับบุคลิกของตัวลำโพง แต่หลังจากที่เบิร์นอินน่าจะประมาณ 20 ชั่วโมงแล้ว เริ่มฉายแววชัดเจนขึ้น ความสดที่เคยสากก็เริ่ม กลมกล่อม เสียงร้องที่สามารถแสดงถึงความเป็นตัวตนของนักร้อง ด้วยลีลาการเอื้อน มีความละเมียดละไมมากขึ้น การทอดเสียงที่ เด่นชัดตามธรรมชาติของนักร้องได้ค่อนข้างดี ยิ่งในด้านของเสียง ดนตรีอย่างกีตาร์นั้น สามารถให้ลีลาการดีดไหวพลิ้วของสายได้ดี
ในท่ามกลางเสียงที่เปล่งประกายความเป็นลำโพงไฮไฟนั้น ก็ยังรู้สึกถึงความไม่ลงตัวในหลายๆ ด้าน เช่น เวทีเสียงที่ค่อนข้าง แคบ ตื้น คือ เสียงสเตอริโอแยกช่องซ้าย-ขวานั้น มันรู้สึกได้ว่า เสียงออกจากตัวตู้ลำโพงชัดเจน ซึ่งลำโพงที่ดีจะต้องไม่มีความรู้สึก ว่ามีลำโพงอยู่ เหมือนกับฟังจากเวทีเสียงจริงๆ หรือที่พวกเรามัก จะเรียกกันว่า “ลำโพงล่องหน” เห็นทีไม่ได้การแล้ว เลยต้องนั่ง สำรวจถึงความบกพร่องที่น่าจะเกิดขึ้น
แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นปัญหาเส้นผมบังภูเขา เนื่องจากความ เคยชินของเรากับการใช้ลำโพงมัลติมีเดียมักจะวางบนโต๊ะทำงาน และนั่งห่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างมากก็ไม่กี่สิบเซ็นติเมตร ซึ่งก็คือระยะที่วางลำโพงพอดี แต่เนื่องจากลำโพง Microlab Solo 6C คู่นี้ค่อนข้างใหญ่ (ใหญ่ว่า KEF Cresta 10 เสียอีก) ซึ่งการนั่งระยะห่างเพียงแค่นี้ ไม่มีทางที่จะสัมผัสเวทีเสียงที่ แท้จริงได้เลย ลำโพงคู่นี้จึงต้องตั้งในตำแหน่งที่เสมือนฟังลำโพง Audiophile ทั่วไปถึงจะถูกต้อง
เพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้ว่าเป็นจริง ผมจึงไม่รอช้าย้ายลำโพง Microlab Solo 6C ไปห้องฟังเพลงเลย และจัดการวางบนขาตั้งแทนที่ลำโพงที่ใช้ประจำ ซึ่งมีระยะห่างของลำโพงซ้าย-ขวาประมาณ 1.8 เมตร ส่วนสายสัญญาณผมใช้สาย อนาล็อกยี่ห้อดังของอังกฤษต่อจากเครื่องเล่นซีดีเข้าช่อง RCA ตรงด้านหลังของ ลำโพง นั่นคือให้เสียงจากแหล่งโปรแกรมเข้าไปที่ลำโพงโดยตรง และใช้แอมป์ฯ ในตัวลำโพงในการขับ ได้เรื่องครับ คราวนี้เวทีเสียงที่เคยบีบแคบตื้น ก็กลายเป็นเวที ที่กว้าง และที่สำคัญค่อนข้างลึกเข้าไปในกำแพงด้านหลัง เรียกว่าเหมือนกับเล่นลำโพง เครื่องเสียงบ้านสองแชนแนลความรู้สึกแทบจะไม่ต่างกันเลย ส่วนระบบเสียง สเตอริโอซ้าย-ขวาก็ไม่มีความรู้สึกว่าเสียงออกมาจากตัวตู้ลำโพง หากแต่เหมือนกับ เวทีการแสดงที่ลึกเข้าไปด้านหลัง ต่างจากตอนเล่นกับคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน อย่างสิ้นเชิง
ในด้านคุณภาพเสียงนั้น ถือว่าเสียงร้องค่อนข้างสะอาด โดยทางไมโครแลป อ้างว่า ลำโพงรุ่นนี้ได้ใช้วงจรที่เรียกกว่า IGBT OCL ซึ่งจะให้คุณภาพเสียงที่บริสุทธิ์ และมีไดนามิกดี ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า หากเทียบราคาระดับนี้แล้ว ต้องเรียกว่าดีเกินคาด แม้ว่าทางไมโครแลปจะนำเบสไดรเวอร์ขนาด 6.5 นิ้วมาใช้ก็ตาม แต่บุคลิกโดยรวมแล้ว ยังเด่นในย่านเสียงกลางไปถึงเสียงสูงมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อเล่นกับเพลงแจ๊ซ เพลง ประเภท Easy Listening แบบฟังสบายๆ ลำโพงคู่นี้จะขับออกมาได้ดีมาก ทำให้การ ฟังต่อเนื่องนานๆ ไม่รู้สึกล้าหรือน่าเบื่อ
โดยส่วนตัวแล้ว เห็นว่าลำโพง Microlab Solo 6C คู่นี้มีความเป็นไฮไฟค่อนข้าง สูงที่มีความลงตัวทั้งการออกแบบและคุณภาพ คงด้วยความเชื่อมั่นในประเด็นนี้ ทางบริษัทถึงกับเอาลายเซ็นของ Peter Larsen มาติดด้านหน้าตู้ลำโพง และด้วย ราคาเพียงไม่กี่พันบาท แต่คุณภาพที่ได้นั้น สามารถขึ้นไปเทียบชั้นกับลำโพงระดับ ค่าตัวแพงกว่าคู่นี้หลายเท่าตัวได้อย่างไม่อายใคร แต่เนื่องด้วยตัวตู้ขนาดใหญ่ จึงเห็นว่า เหมาะที่จะนำไปใช้ในห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นเพื่อเล่นกับเครื่องเล่นซีดี หรือเครื่องเล่น เพลงแบบพกพาน่าจะได้อรรถรสมากกว่าการนำไปใช้บนโต๊ะทำงาน